ยามเย็นที่วัดเกาะหลัก ฉันเดินผ่านลานกว้างใต้ฟ้าสีทอง มองหลวงพ่อองค์ใหญ่ แต่มีเงาหนึ่งอยู่ข้างหลัง
ต้นไม้สูงจนเกือบแตะฟ้า ยืนเงียบงันมานานกว่าที่ฉันจำ ใต้กิ่งนั้น ฉันเงยหน้าถาม What are you waiting for?
ไม่มีคำตอบจากใบไม้ มีเพียงลมพัดผ่านกิ่งก้าน จนฉันได้พบชื่อหนึ่ง ซ่อนอยู่ในภาษาของวันวาน
สัตบรรณ — Saptaparna Seven leaves upon one tree Seven branches in the wind Seven hearts that learn to breathe
ถ้าใบหนึ่งปลิวหายไป ต้นไม้ยังคงยืนตรงนี้ But when the seven stand together They are stronger than they seem
Sapta แปลว่าเจ็ด Parna คือใบไม้ในภาษาสันสกฤต ชื่อที่เดินทางข้ามกาลเวลา จากอินเดียไกลถึงแผ่นดินนี้
บางคนเรียกเจ้าว่า ตีนเป็ด บางคนจำกลิ่นดอกเมื่อปลายฝน แต่ฉันอยากจำเจ้า ในวันที่คนยังมองเห็นความหมายของคน
รู้จักเหตุ และรู้จักผล รู้จักตน และรู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักผู้คน เจ็ดสิ่งที่ทำให้เราอยู่ร่วมกัน
สัตบรรณ — Saptaparna Seven leaves upon one tree Different shapes, a single branch Different lives, one harmony
ถ้าใบหนึ่งฉีกขาดออกไป ใบอื่นอาจปลิวตามลม But when we stand together We become more than one
ไกลออกไปจากทะเลประจวบ ข้ามภูเขาและกาลเวลา มีถ้ำหนึ่งชื่อสัตบรรณ ในแผ่นดินที่พระพุทธองค์เคยผ่าน
Three months after the Buddha passed away Five hundred gathered in the cave They carried words from heart to heart So wisdom would not fade away
อานนท์รวบรวมพระธรรม อุบาลีรักษาพระวินัย เสียงของคนเมื่อครั้งโบราณ จึงเดินทางมาถึงเราในวันนี้
A leaf can fall A branch can break A single voice Can fade away
But seven leaves beneath the sun Can hold the wind Can hold as one
เราอาจต่างกันคนละทาง ต่างความฝัน ต่างเรื่องราว แต่ต้นไม้ไม่เคยถามใบไม้ ว่าใบไหนสำคัญกว่าใคร
สัตบรรณ — Saptaparna Seven leaves beneath the sky From an ancient cave in India To this tree in Thailand
จากคำสอนในวันวาน ถึงคนรุ่นใหม่ในวันนี้ And every leaf becomes a story Every story becomes a tree
ถ้าวันหนึ่งฉันเดินจากไป และเธอยังยืนอยู่ตรงนั้น ขอเพียงลมพัดผ่านเจ็ดใบ ให้ฉันจำได้ว่าเราเคยพบกัน
Seven leaves… Seven lives… One tree beneath the sky.
สัตบรรณ… still standing… still remembering.